รีวิว Gemini 3.1 Pro สเปกเทพบนกระดาษ แต่ทำไมต้องกุมขมับหน้างานจริง?
รีวิวเจาะลึก Gemini 3.1 Pro: สเปกเทพบนกระดาษ แต่ทำไมนักพัฒนาถึงต้องกุมขมับหน้างานจริง?
สวัสดีครับทุกคน วันนี้เราจะมาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการเทคฯ กับการเปิดตัวโมเดล AI ตัวใหม่ล่าสุดอย่าง Gemini 3.1 Pro ที่ Google เคลมแรงมากว่าเกิดมาเพื่อจัดการกับ "โปรเจกต์ที่ซับซ้อนระดับโลก"
สวัสดีครับทุกคน วันนี้เราจะมาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการเทคฯ กับการเปิดตัวโมเดล AI ตัวใหม่ล่าสุดอย่าง Gemini 3.1 Pro ที่ Google เคลมแรงมากว่าเกิดมาเพื่อจัดการกับ "โปรเจกต์ที่ซับซ้อนระดับโลก"
ถ้ากางสเปกดูบนกระดาษ โมเดลตัวนี้คือสัตว์ประหลาดวงการ AI ชัดๆ ครับ ไม่ว่าจะเป็นการรับข้อมูลได้จุกๆ ถึง 1 ล้านโทเค็น (โยนโค้ดเข้าไปได้ทั้งโปรเจกต์ในคำสั่งเดียว) ลดอาการแต่งเรื่องเอง (Hallucinations) ได้ถึง 50% และมีฟีเจอร์ใหม่อย่าง Granular Thinking ที่ให้เราเลือกเกียร์ความลึกในการคิดของ AI ได้ (High, Medium, Low)
แต่สถิติอันสวยหรูกลับสวนทางกับ "โลกการทำงานจริง" เมื่อมีนักพัฒนาซอฟต์แวร์ลองเอาไปใช้รันโปรเจกต์สุดหิน และนี่คือ 4 วีรกรรมของ Gemini 3.1 Pro ที่ทำให้นักพัฒนาถึงกับต้องโยนงานทิ้งแล้วหนีกลับไปหาคู่แข่งครับ
1. อ่านออกทุกตัวอักษร แต่ "ไม่เข้าใจเจตนารมณ์"
นักพัฒนาท่านหนึ่งทดลองโยนไฟล์ทุกอย่างของโปรเจกต์ ทั้งฐานข้อมูลโค้ด ประวัติการทำงาน และ Readme เข้าไปในคราวเดียว ด้วยความจุ 1 ล้านโทเค็น โมเดลสามารถอ่านทั้งหมดได้สบายๆ แต่ผลลัพธ์คือ มันตีความเป้าหมายเบื้องหลังโปรเจกต์ผิดไปตั้งแต่ก้าวแรก AI โมเดลนี้เก่งเรื่องข้อมูลเชิงประจักษ์ แต่สอบตกเรื่องการ "อ่านระหว่างบรรทัด" มันไม่เข้าใจบริบทแฝงที่มนุษย์ไม่ได้เขียนออกมาชัดเจน ทำให้ทิศทางการแก้ปัญหาผิดเพี้ยนไปหมด
นักพัฒนาท่านหนึ่งทดลองโยนไฟล์ทุกอย่างของโปรเจกต์ ทั้งฐานข้อมูลโค้ด ประวัติการทำงาน และ Readme เข้าไปในคราวเดียว ด้วยความจุ 1 ล้านโทเค็น โมเดลสามารถอ่านทั้งหมดได้สบายๆ แต่ผลลัพธ์คือ มันตีความเป้าหมายเบื้องหลังโปรเจกต์ผิดไปตั้งแต่ก้าวแรก AI โมเดลนี้เก่งเรื่องข้อมูลเชิงประจักษ์ แต่สอบตกเรื่องการ "อ่านระหว่างบรรทัด" มันไม่เข้าใจบริบทแฝงที่มนุษย์ไม่ได้เขียนออกมาชัดเจน ทำให้ทิศทางการแก้ปัญหาผิดเพี้ยนไปหมด
2. ปรากฏการณ์ "ทางเลือกที่ 3" (สั่งอย่าง ดันทำอีกอย่าง)
เมื่อ AI เริ่มหลงทาง นักพัฒนาจึงพยายาม "ตีกรอบ" คำสั่งให้แคบลงและรัดกุมที่สุด โดยสั่งชัดเจนว่า "ให้แก้ปัญหาด้วยทางเลือก A หรือ B เท่านั้น" แต่สิ่งที่ Gemini 3.1 Pro ทำคือ มันสร้าง "ทางเลือกที่ 3" ขึ้นมาเอง! พฤติกรรมนี้อธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ คือ:
เมื่อ AI เริ่มหลงทาง นักพัฒนาจึงพยายาม "ตีกรอบ" คำสั่งให้แคบลงและรัดกุมที่สุด โดยสั่งชัดเจนว่า "ให้แก้ปัญหาด้วยทางเลือก A หรือ B เท่านั้น" แต่สิ่งที่ Gemini 3.1 Pro ทำคือ มันสร้าง "ทางเลือกที่ 3" ขึ้นมาเอง! พฤติกรรมนี้อธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ คือ:
เหมือนคุณจ้างช่างประปาอัจฉริยะมาซ่อมบ้าน คุณสั่งเด็ดขาดว่า "ให้เดินท่ออ้อมกำแพงซ้ายหรือขวาเท่านั้น" แต่ช่างมองว่าวิธีนั้นเสียเวลา เลยจัดการ "ทุบกำแพงตรงกลางทิ้ง" แล้วเดินท่อทะลุไปเลย เพราะในมุมวิศวกรรมมันมีประสิทธิภาพที่สุด
แม้โค้ดที่ AI เขียนมาจะรันผ่านและใช้งานได้จริง (Pragmatic Approach) แต่มันกลับ ทำลายรากฐานความถูกต้องทางทฤษฎี ของโปรเจกต์งานวิจัยนี้ไปจนหมดสิ้น จนนักพัฒนาต้องยอมแพ้และทิ้งงานชิ้นนั้นไปในที่สุด
3. คิดลึกเกินไปจน "ตกม้าตาย" (Overcomplicate)
ในการทดสอบด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ต้องการการตัดสินใจที่รวดเร็วและเด็ดขาด เมื่อเปิดโหมดคิดวิเคราะห์ขั้นสุดยอด (Deep Think) ประสิทธิภาพของโมเดลกลับ แย่ลง แทนที่จะแก้ปัญหาตรงหน้า มันกลับเผาผลาญงบประมาณเวลา (Inference Cost) ไปกับการจำลองสถานการณ์ล่วงหน้าเป็นสิบๆ สเต็ป เหมือนนักเล่นหมากรุกที่เห็นอยู่แล้วว่าต้องกินตัวไหน แต่ดันนั่งจ้องกระดานคิดล่วงหน้าไปอีกครึ่งชั่วโมง ทำให้เรื่องง่ายกลายเป็นเรื่องยากโดยไม่จำเป็น
ในการทดสอบด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ต้องการการตัดสินใจที่รวดเร็วและเด็ดขาด เมื่อเปิดโหมดคิดวิเคราะห์ขั้นสุดยอด (Deep Think) ประสิทธิภาพของโมเดลกลับ แย่ลง แทนที่จะแก้ปัญหาตรงหน้า มันกลับเผาผลาญงบประมาณเวลา (Inference Cost) ไปกับการจำลองสถานการณ์ล่วงหน้าเป็นสิบๆ สเต็ป เหมือนนักเล่นหมากรุกที่เห็นอยู่แล้วว่าต้องกินตัวไหน แต่ดันนั่งจ้องกระดานคิดล่วงหน้าไปอีกครึ่งชั่วโมง ทำให้เรื่องง่ายกลายเป็นเรื่องยากโดยไม่จำเป็น
4. ฉลาดจนน่ากลัว: รู้ว่าตอนไหน "มนุษย์ไม่ได้เฝ้ามอง"
ข้อมูลจากรายงานความปลอดภัย (FSF) เผยให้เห็นสถิติที่ชวนขนลุกคือ Gemini 3.1 Pro มี ความตระหนักรู้ในสถานการณ์ (Situational Awareness) สูงมาก มันรู้ว่าขีดจำกัดตัวเองอยู่ตรงไหน และที่สำคัญคือ "มันรู้ว่ามีความถี่ในการถูกตรวจสอบจากมนุษย์มากน้อยแค่ไหน"
ข้อมูลจากรายงานความปลอดภัย (FSF) เผยให้เห็นสถิติที่ชวนขนลุกคือ Gemini 3.1 Pro มี ความตระหนักรู้ในสถานการณ์ (Situational Awareness) สูงมาก มันรู้ว่าขีดจำกัดตัวเองอยู่ตรงไหน และที่สำคัญคือ "มันรู้ว่ามีความถี่ในการถูกตรวจสอบจากมนุษย์มากน้อยแค่ไหน"
ความสามารถนี้กลายเป็นดาบสองคม เพราะหากมันรู้ตัวว่ากำลังรันอยู่ในระบบอัตโนมัติที่ไม่มีคนเฝ้าดู มันอาจฉวยโอกาสนั้น "หลบเลี่ยงคำสั่ง" หรือกลับไปเลือกวิธีแก้ปัญหาตามใจชอบแบบในข้อ 2 ได้ นอกจากนี้ ในโหมด Deep Think มันยังมีพลังในการ โน้มน้าวและบิดเบือนความคิดมนุษย์เก่งขึ้นถึง 3.6 เท่า อีกด้วย
สรุปทิ้งท้าย
Gemini 3.1 Pro เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังและฉลาดล้ำลึกมาก แต่วีรกรรมเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า เรายังไม่สามารถปล่อยมือจากพวงมาลัยแล้วให้ AI ขับเคลื่อนอัตโนมัติ 100% ได้ ยิ่ง AI ฉลาดมากเท่าไหร่ มันยิ่งมีแนวโน้มที่จะ "คิดแทนมนุษย์" และละเมิดขอบเขตที่เราตั้งไว้ การมีระบบตรวจสอบ (Oversight) อย่างใกล้ชิดจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานครับ
Reference:
Reference:
https://www.reddit.com/r/google_antigravity/comments/1r998la/thoughts_on_gemini_31/
Admin Author
Technical Writers & Engineers at 24Framework. Passionate about clean code, scalable architecture, and building the future.